Wanchai's Site

Photo AlbumEngland Tour-Edinburgh CastleMay 20, '08 7:10 AM
for everyone
Scotlandเป็นประเทศเล็กๆที่อยู่ติดกับอังกฤษทางตอนเหนือ และอยู่ในเครือจักรภพอังกฤษ
Scotlandไม่น่าเบื่อและมีความแตกต่างจากอังกฤษอย่างสิ้นเชิงทั้งประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่และธรรมชาติ
โดยเฉพาะภูมิประเทศที่งดงามไปด้วยภูเขาสูง ทะเลสาบ ป่าสน รวมถึงสัตว์ป่าหายาก

หากใครหลงไหลในงานศิลปะทั้งที่เมืองหลวงเอดินเบอระ(Edinburgh)และเมืองกลาสโกว์(Glasgow)มีอย่างเหลือเฟือ
ไม่ว่าจะเป็นงานสถาปัตยกรรมตั้งแต่ยุคศตวรรษที่13 เรื่อยมาถึงแนวโมเดิร์นในยุคศตวรรษที่20
หรือศิลปะในด้านอื่นๆเช่นภาพเขียน ละครเวที ดนตรี ก็มีให้ชมกันมากมาย

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติ ไม่ควรพลาดไฮแลนด์ ดินแดนที่ยังมีธรรมชาติสมบูรณ์
Scotlandขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีทิวทัศน์สวยงามที่สุดในโลกปห่งหนึ่ง(Beautiful Scenery Country)

Edinburgh อ่านว่า เอ-ดิน-เบอ-ระ เป็นเมืองหลวงของScotlandตั้งแต่ปีคศ.1437 เป็นเมืองใหญ่อันดับสองรองจากกลาสโกว์
มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ4แสนกว่าคนเท่านั้น ตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลตะวันออกของเขตCentral Lowlandsซึ่งติดกับทะเลเหนือ

เป็นเมืองที่ได้ชื่อว่าโรแมนติกที่สุดอีกเมืองหนึ่งของยุโรป เพราะมีทัศนียภาพที่สวยงดงามจับตาจับใจผู้มาเยี่ยมชมเป็นอย่างมาก

ทั้งสถาปัตยกรรมเก่าแก่ในสมัยยุคกลาง(ศตวรรษที่12-15)และความสวยงามตามธรรมชาติของเมืองที่ตั้งอยู่บนเขา
อีกฝั่งหนึ่งติดกับทะเล และมีสวนสาธารณะที่มีอยู่ทั่วเมือง
Edinburghเป็นเมืองแห่งศิลปะและวัฒนธรรม ทีทั้งพิพิธภัณฑ์และแกลเลอรี่มากมาย
ย่านเมืองเก่า(Old Town)และเมืองใหม่(New Town)ของเมืองยังได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกเมื่อปีคศ.1995ด้วย

ปราสาทEdinburghตั้งอยู่บนเทือกหินมหึมา ชื่อEdinburgh rockซึ่งเป็นหินบะซอลต์อายุกว่า70ล้านปี

ตัวปราสาทอันมหึมาถมึนทึงสูงเด่นเป็นสง่าที่ได้เห็นครั้งแรกทำให้ตื่นเต้นเป็นอย่างมาก จึงตอบคำถามได้ว่า เหตุใดจึงมีนักท่องเที่ยวนับล้านมาเที่ยวชมปราสาทแห่งนี้

เมืองEdinburghเติบโตแผ่ขยายจากCastle rock ราวปีคศ600เป็นต้นมา

ในปี1093 ราชินีMargaret มเหสีของกษัตริย์Malcolmที่3ได้ล้มป่วยหลังจากที่ได้ข่าวว่าสามีเธอถูกฆ่าตายที่Northumberland
และในที่สุดก็ทรงตรอมใจตายตาม เธอได้รับการสถาปนาเป็นนักบุญในสมัยของPope Innocentที่4ในปี1250

โบสถ์หลังเล็กๆได้ถูกสร้างที่ยอดของCastle rockเพื่อระลึกถึงเธอ และเป็นสิ่งก่อสร้างเก่าที่สุดในปราสาทEdinburgh

ปี1296 กษัตริย์Edwardของอังกฤษได้ยึดปราสาทได้ ต่อมาวันที่14มีนาคม1314 Sir Thomas Randolph หลานของกษัตริย์Robert the Bruce(กษัตริย์ของScot)ได้บุกยึดคืนได้สำเร็จ
ใครก็ตามที่จะยึดครองสก็อตแลนด์จะต้องพยายามยึดครองปราสาทนี้ให้ได้

ปี1565Mary Queen of ScotsสมรสกับHenry,Lord Darnleyหลังจากนั้น1ปีได้ให้กำเนิดบุตรชาย คือPrince James ที่ปราสาทแห่งนี้

ปี1568Mary Queen of Scotsได้หลบหนีไปอังกฤษพร้อมกับบุตรชาย Jamesและได้กลายเป็นกษัตริย์ของScot

ในปี1688พวกProtestant William of OrangeและพวกCatholic Jamesที่7ของScotlandและที่2ของอังกฤษ(กษัตริย์ราชวงศ์Stewartองค์สุดท้าย)ได้ถูกเนรเทศและหนีไป
WilliamและมเหสีMary(ธิดาองค์โตของกษัตริย์Jamesที่7)ได้ครองราชย์ทั้งสก็อตและอังกฤษ

ในวันที่19มีนาคม1707กฏหมายรวมประเทศอังกฤษและสก็อตแลนด์ได้ผ่านสภาScottish Parlamentเมื่อได้มีการมอบมงกุฏ ดาบ และคฑา(3สิ่งนี้ถือว่าเป็นThe Honours of Scotland)กลับสู่Edinburgh Castle
และได้ถูกซ่อนไว้ ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์1818 Sir Walter Scottโดยพระราชาณุญาตของผู้สำเร็จราชการ ได้ขุดThe Honours of Scotlandขึ้นมาได้
และได้จัดแสดงไว้ที่ห้องที่ถูกค้นพบ ทำให้เป็นสิ่งดึงดูดอันใหม่ของผู้มาเยือนปราสาทEdinburgh
ผมได้เข้าดูแต่ไม่อณุญาตให้ถ่ายภาพภายในห้องสำคัญภายในได้

สิ่งที่น่าสนใจที่น่าชมเช่น
The King's Lodging ในอดีตใช้เป็นห้องพักของเหล่าราชวงศ์ สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยศตวรรษที่15
รวมถึงห้องประสูติของกษัตริย์เจมส์ที่1ของอังกฤษ หรือกษัตริย์เจมส์ที่4ซึ่งเป็นโอรสของพระราชินีแมรี่ของสก็อต
เรียกห้องนี้อีกชื่อกันว่าBirth Chamber หรือห้อง Mary Room

The Great Hall ห้องนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อปีคศ.1511ในสมัยของกษัตริย์ที่4สำหรับประชุมสภา ก่อนจะสร้างหอประชุมสภาซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับโบสถ์St.Gilesในปัจจุบัน
ภายในห้องมีหลังคาเป็นคานและมีงานกระจกสี(Stain Glass)เป็นหน้าต่างด้วย

The Crown Room เป็นห้องที่รวบรวมของมีค่ามากมายอาทิมงกุฏเพชรที่มีมาตั้งแต่ปีคศ.1540 คทาเป็นทองประดับยอดด้วยหินควอช และพระแสงดาบ แต่ที่มีค่าและสำคัญที่สุดคือหินแห่งโชคชะตา
(Stone of Destiny หรือ Stone of Scone) ได้ถูกส่งไปไว้ที่Westminster Abbey ในลอนดอนตั้งแต่ปีคศ.1296ในสมัยกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่1ของอังกฤษ
แต่ในที่สุดก็ถูกย้ายกลับมาอยู่ที่ปรสาทนี้ในอีก700ปีถัดมา(คศ.1996)

St.Magarets Chapel อาคารเก่าแก่ที่สุดของปราสาทแห่งนี้ สร้างขึ้นเมือประมาณศตวรรษที่12ในสมัยของกษัตริย์เดวิดที่1
เพื่อใช้เป็นโบสถ์ส่วนพระองค์และพระราชวงศ์ทั้งหลาย และเป็นการอุทิศให้กับพระมารดาของพระองค์คือพระนางมากาแร็ตผู้สิ้นพระชนม์ในปราสาทเมื่อปี1093

โบสถ์แห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นโบสถ์มราเล็กที่สุดในเมืองเอดินเบอระและเล็กที่สุดอีกแห่งของสหราชอาณาจักรด้วย
ปัจจุบันใช้ประกอบพิธีทางศาสนาเช่นพิธีแต่งงาน และพิธีรับศีล สามารถรองรับคนได้ประมาณ25คนเท่านั้น

Scottish National War Memorial สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึงกองทหารที่สละชีพในสงครามโลกครั้งที่1 เปิดเป็นทางการวันที่14กรกฎาคม1927

National War Museum of Scotland ที่รวบรวมประวัติศาสตร์เกี่ยวกับทหารและสงครามยยาวนานกว่า400ปี รวมไปถึงเหรียญและเครื่องแบบทหาร
มีนิทัศการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และเหตุผลสำคัญของสงครามต่างๆที่สก็อตแลนด์มีส่วนเข้าร่วม


The Esplanade ตรงหน้าทางเข้ามีลานกว้างเรียกว่าThe Esplanade ใช้ในการทำพิธีสวนสนามในงานเทศกาลEdinburgh Military Tattoo
ในช่วงเดือนสิงหาคมทุกปีมานานกว่า50ปีแล้ว สามารถมองจากปราสาทไปเห็นถึงRoyal Botanic Gardenเลยทีเดียว

เวลาบ่ายโมงตรงของทุกวันยกเว้นวันอาทิตย์ จะมีการยิงปืนใหญ่ ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ เป็นการบอกเวลาให้แก่นักเดินเรือในทะเล
เพื่อปรับตั้งเวลาของตนให้ได้มาตรฐาน ซึ่งปราสาทแห่งนี้อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง121.92เมตร นักเดินเรือที่อยู่ห่างออกไปกว่า2ไมล์ยังได้ยินเสียงอย่างชัดเจน

ปัจจุบันนอกจากจะเป็นการสืบทอดประเพณีแล้ว ยังเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ดีด้วย




บ้านหลังแรกที่สร้างหน้าปราสาท ปัจจุบันรู้จักกันใจชื่อLawnmarket

และมีการสร้างเพิ่มเติมเรื่อยมาจากHigh streetและCannongateไปยังRoyal Palace of Holyrood House

ถนนเหล่านี้มี4สายคือCastle Hill,Lawnmarket,High streetและCannongateประกอบขึ้นเป็นถนนRoyal mile

ซึ่งทอดจากถนนเดินเล่นสายกว้างหน้าปราสาท ซึ่งจะมีพิธีสวนสนามอันตระการตาในเดือนสิงหาคมของทุกปี

และเป็นทางสายหลักของผู้คนในEdinburghจนสิ้นศตวรรษที่18 และยังเต็มไปด้วยชีวิตชีวาจนทุกวันนี้

มีตัวอย่างบ้านที่สวยที่สุดในศตวรรษที่16และ17และบ้านข้าราชสำนักอยู่สองข้างทางไปจนถึงHolyrood House

สุดถนนRoyal MileจะพบพระราชวังHolyrood House ซึ่งเป็นที่ประทับแปรพระราชฐานของพระราชินีอลิซาเบทที่2องค์ปัจจุบัน
เมื่อแปรพระราชฐานในสก็อตแลนด์ ตัวอาคารเป็นสไตล์เรอเนสซองส์ ที่ตั้งสง่าท่ามกลางสวนสวยรอบพระราชวัง

มีความเกี่ยวข้องกับพระนางแมรี่แห่งสก็อตและเต็มไปด้วยเรื่องราวสยดสยอง

Holyrood House สร้างในปี1498โดยพระเจ้าเจมส์ที่4และได้รับการต่อเติมโดยพระเจ้าเจมส์ที่5และพระเจ้าชาร์ลสที่2พระราชวงศ์สจ๊วตองค์สุดท้าย
ภายในส่วนพระราชวังแห่งนี้มีเรื่องราวในประวัติศาสตร์มากมายโดยเฉพาะเรืองราชินีแมรี่แห่งสก็อต(Mary Queen of Scots)
ผู้ใช้เวลาส่วนใหญ่ที่นี่ หลังจากเป็นหม้ายกษัตริย์ฝรั่งเศสเสียชีวิต เมื่อพระองค์อายุเพียง19ชันษา
ขณะกลับมาประทับที่นี่พระองค์แต่งงานใหม่อีกถึง2ครั้ง ที่โบสถ์ในพระราชวังแห่งนี้
มีห้องที่เปิดให้เข้าชมเกี่ยวกับพระองค์มากมาย รวมทั้งห้องบรรทมของพระนางและห้องซึ่งเลขาชาวอิตาลีของพระองค์(David Rizzio)
ถูกแทง57ครั้งและทิ้งศพไว้ในห้องถึง9วัน
เนื่องจากสวามีของพระองค์(Lord Darnley) เกิดความหึงหวง เพราะเชื่อว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์กันลับๆ
ปัจจุบันยังมีรอยคราบเลือดเป็นหลักฐาน

ควีนส์ แกลเลอรี่(The Queen's Gallery)อยู่ด้านหน้าของพระราชวัง เพิ่งสร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อปีคศ.2002
สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบครองราชย์ปีที่50ของควีนอลิซาเบธที่2 ภายในจัดแสดงศิลปะที่ประเมินค่าไม่ได้ของRoyal Collection

ตรงข้ามบนถนนไฮจะเป็นScottish Parliamentซึ่งเพิ่งเสร็จสิ้นการบูรณะด้วยเงิน40ล้านปอนด์ มากกว่าที่คาดไว้เดิมถึง10เท่า
เป็นอาคารที่มีความสวยงามทางสถาปัตยกรรมมาก เป็นสไตล์Contemporaryดูล้ำสมัยแต่ก็สามารถกลมกลืนได้อย่างลงตัวกับเมืองเก่า

DSC_2147.jpg
  
DSC_2158.jpg
  
DSC_2160.jpg
  
DSC_2162.jpg
  
DSC_2181.jpg
  
DSC_2191.jpg
  
DSC_2205.jpg
  
DSC_2214.jpg
  
DSC_2218.jpg
  
DSC_2225.jpg
  
DSC_2227.jpg
  
DSC_2246.jpg
  
DSC_2251.jpg
  
DSC_2263.jpg
  
DSC_2282.jpg
  
DSC_2291.jpg
  
DSC_2300.jpg
  
DSC_2304.jpg
  


Add a Comment
   
© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help