Scotlandเป็นประเทศเล็กๆที่อยู่ติดกับอังกฤษทางตอนเหนือ และอยู่ในเครือจักรภพอังกฤษ Scotlandไม่น่าเบื่อและมีความแตกต่างจากอังกฤษอย่างสิ้นเชิงทั้งประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่และธรรมชาติ โดยเฉพาะภูมิประเทศที่งดงามไปด้วยภูเขาสูง ทะเลสาบ ป่าสน รวมถึงสัตว์ป่าหายาก
หากใครหลงไหลในงานศิลปะทั้งที่เมืองหลวงเอดินเบอระ(Edinburgh)และเมืองกลาสโกว์(Glasgow)มีอย่างเหลือเฟือ ไม่ว่าจะเป็นงานสถาปัตยกรรมตั้งแต่ยุคศตวรรษที่13 เรื่อยมาถึงแนวโมเดิร์นในยุคศตวรรษที่20 หรือศิลปะในด้านอื่นๆเช่นภาพเขียน ละครเวที ดนตรี ก็มีให้ชมกันมากมาย
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติ ไม่ควรพลาดไฮแลนด์ ดินแดนที่ยังมีธรรมชาติสมบูรณ์ Scotlandขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีทิวทัศน์สวยงามที่สุดในโลกปห่งหนึ่ง(Beautiful Scenery Country)
Edinburgh อ่านว่า เอ-ดิน-เบอ-ระ เป็นเมืองหลวงของScotlandตั้งแต่ปีคศ.1437 เป็นเมืองใหญ่อันดับสองรองจากกลาสโกว์ มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ4แสนกว่าคนเท่านั้น ตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลตะวันออกของเขตCentral Lowlandsซึ่งติดกับทะเลเหนือ
เป็นเมืองที่ได้ชื่อว่าโรแมนติกที่สุดอีกเมืองหนึ่งของยุโรป เพราะมีทัศนียภาพที่สวยงดงามจับตาจับใจผู้มาเยี่ยมชมเป็นอย่างมาก
ทั้งสถาปัตยกรรมเก่าแก่ในสมัยยุคกลาง(ศตวรรษที่12-15)และความสวยงามตามธรรมชาติของเมืองที่ตั้งอยู่บนเขา อีกฝั่งหนึ่งติดกับทะเล และมีสวนสาธารณะที่มีอยู่ทั่วเมือง Edinburghเป็นเมืองแห่งศิลปะและวัฒนธรรม ทีทั้งพิพิธภัณฑ์และแกลเลอรี่มากมาย ย่านเมืองเก่า(Old Town)และเมืองใหม่(New Town)ของเมืองยังได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกเมื่อปีคศ.1995ด้วย
ปราสาทEdinburghตั้งอยู่บนเทือกหินมหึมา ชื่อEdinburgh rockซึ่งเป็นหินบะซอลต์อายุกว่า70ล้านปี
ตัวปราสาทอันมหึมาถมึนทึงสูงเด่นเป็นสง่าที่ได้เห็นครั้งแรกทำให้ตื่นเต้นเป็นอย่างมาก จึงตอบคำถามได้ว่า เหตุใดจึงมีนักท่องเที่ยวนับล้านมาเที่ยวชมปราสาทแห่งนี้
เมืองEdinburghเติบโตแผ่ขยายจากCastle rock ราวปีคศ600เป็นต้นมา
ในปี1093 ราชินีMargaret มเหสีของกษัตริย์Malcolmที่3ได้ล้มป่วยหลังจากที่ได้ข่าวว่าสามีเธอถูกฆ่าตายที่Northumberland และในที่สุดก็ทรงตรอมใจตายตาม เธอได้รับการสถาปนาเป็นนักบุญในสมัยของPope Innocentที่4ในปี1250
โบสถ์หลังเล็กๆได้ถูกสร้างที่ยอดของCastle rockเพื่อระลึกถึงเธอ และเป็นสิ่งก่อสร้างเก่าที่สุดในปราสาทEdinburgh
ปี1296 กษัตริย์Edwardของอังกฤษได้ยึดปราสาทได้ ต่อมาวันที่14มีนาคม1314 Sir Thomas Randolph หลานของกษัตริย์Robert the Bruce(กษัตริย์ของScot)ได้บุกยึดคืนได้สำเร็จ ใครก็ตามที่จะยึดครองสก็อตแลนด์จะต้องพยายามยึดครองปราสาทนี้ให้ได้
ปี1565Mary Queen of ScotsสมรสกับHenry,Lord Darnleyหลังจากนั้น1ปีได้ให้กำเนิดบุตรชาย คือPrince James ที่ปราสาทแห่งนี้
ปี1568Mary Queen of Scotsได้หลบหนีไปอังกฤษพร้อมกับบุตรชาย Jamesและได้กลายเป็นกษัตริย์ของScot
ในปี1688พวกProtestant William of OrangeและพวกCatholic Jamesที่7ของScotlandและที่2ของอังกฤษ(กษัตริย์ราชวงศ์Stewartองค์สุดท้าย)ได้ถูกเนรเทศและหนีไป WilliamและมเหสีMary(ธิดาองค์โตของกษัตริย์Jamesที่7)ได้ครองราชย์ทั้งสก็อตและอังกฤษ
ในวันที่19มีนาคม1707กฏหมายรวมประเทศอังกฤษและสก็อตแลนด์ได้ผ่านสภาScottish Parlamentเมื่อได้มีการมอบมงกุฏ ดาบ และคฑา(3สิ่งนี้ถือว่าเป็นThe Honours of Scotland)กลับสู่Edinburgh Castle และได้ถูกซ่อนไว้ ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์1818 Sir Walter Scottโดยพระราชาณุญาตของผู้สำเร็จราชการ ได้ขุดThe Honours of Scotlandขึ้นมาได้ และได้จัดแสดงไว้ที่ห้องที่ถูกค้นพบ ทำให้เป็นสิ่งดึงดูดอันใหม่ของผู้มาเยือนปราสาทEdinburgh ผมได้เข้าดูแต่ไม่อณุญาตให้ถ่ายภาพภายในห้องสำคัญภายในได้
สิ่งที่น่าสนใจที่น่าชมเช่น The King's Lodging ในอดีตใช้เป็นห้องพักของเหล่าราชวงศ์ สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยศตวรรษที่15 รวมถึงห้องประสูติของกษัตริย์เจมส์ที่1ของอังกฤษ หรือกษัตริย์เจมส์ที่4ซึ่งเป็นโอรสของพระราชินีแมรี่ของสก็อต เรียกห้องนี้อีกชื่อกันว่าBirth Chamber หรือห้อง Mary Room
The Great Hall ห้องนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อปีคศ.1511ในสมัยของกษัตริย์ที่4สำหรับประชุมสภา ก่อนจะสร้างหอประชุมสภาซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับโบสถ์St.Gilesในปัจจุบัน ภายในห้องมีหลังคาเป็นคานและมีงานกระจกสี(Stain Glass)เป็นหน้าต่างด้วย
The Crown Room เป็นห้องที่รวบรวมของมีค่ามากมายอาทิมงกุฏเพชรที่มีมาตั้งแต่ปีคศ.1540 คทาเป็นทองประดับยอดด้วยหินควอช และพระแสงดาบ แต่ที่มีค่าและสำคัญที่สุดคือหินแห่งโชคชะตา (Stone of Destiny หรือ Stone of Scone) ได้ถูกส่งไปไว้ที่Westminster Abbey ในลอนดอนตั้งแต่ปีคศ.1296ในสมัยกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่1ของอังกฤษ แต่ในที่สุดก็ถูกย้ายกลับมาอยู่ที่ปรสาทนี้ในอีก700ปีถัดมา(คศ.1996)
St.Magarets Chapel อาคารเก่าแก่ที่สุดของปราสาทแห่งนี้ สร้างขึ้นเมือประมาณศตวรรษที่12ในสมัยของกษัตริย์เดวิดที่1 เพื่อใช้เป็นโบสถ์ส่วนพระองค์และพระราชวงศ์ทั้งหลาย และเป็นการอุทิศให้กับพระมารดาของพระองค์คือพระนางมากาแร็ตผู้สิ้นพระชนม์ในปราสาทเมื่อปี1093
โบสถ์แห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นโบสถ์มราเล็กที่สุดในเมืองเอดินเบอระและเล็กที่สุดอีกแห่งของสหราชอาณาจักรด้วย ปัจจุบันใช้ประกอบพิธีทางศาสนาเช่นพิธีแต่งงาน และพิธีรับศีล สามารถรองรับคนได้ประมาณ25คนเท่านั้น
Scottish National War Memorial สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึงกองทหารที่สละชีพในสงครามโลกครั้งที่1 เปิดเป็นทางการวันที่14กรกฎาคม1927
National War Museum of Scotland ที่รวบรวมประวัติศาสตร์เกี่ยวกับทหารและสงครามยยาวนานกว่า400ปี รวมไปถึงเหรียญและเครื่องแบบทหาร มีนิทัศการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และเหตุผลสำคัญของสงครามต่างๆที่สก็อตแลนด์มีส่วนเข้าร่วม
The Esplanade ตรงหน้าทางเข้ามีลานกว้างเรียกว่าThe Esplanade ใช้ในการทำพิธีสวนสนามในงานเทศกาลEdinburgh Military Tattoo ในช่วงเดือนสิงหาคมทุกปีมานานกว่า50ปีแล้ว สามารถมองจากปราสาทไปเห็นถึงRoyal Botanic Gardenเลยทีเดียว
เวลาบ่ายโมงตรงของทุกวันยกเว้นวันอาทิตย์ จะมีการยิงปืนใหญ่ ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ เป็นการบอกเวลาให้แก่นักเดินเรือในทะเล เพื่อปรับตั้งเวลาของตนให้ได้มาตรฐาน ซึ่งปราสาทแห่งนี้อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง121.92เมตร นักเดินเรือที่อยู่ห่างออกไปกว่า2ไมล์ยังได้ยินเสียงอย่างชัดเจน
ปัจจุบันนอกจากจะเป็นการสืบทอดประเพณีแล้ว ยังเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ดีด้วย
บ้านหลังแรกที่สร้างหน้าปราสาท ปัจจุบันรู้จักกันใจชื่อLawnmarket
และมีการสร้างเพิ่มเติมเรื่อยมาจากHigh streetและCannongateไปยังRoyal Palace of Holyrood House
ถนนเหล่านี้มี4สายคือCastle Hill,Lawnmarket,High streetและCannongateประกอบขึ้นเป็นถนนRoyal mile
ซึ่งทอดจากถนนเดินเล่นสายกว้างหน้าปราสาท ซึ่งจะมีพิธีสวนสนามอันตระการตาในเดือนสิงหาคมของทุกปี
และเป็นทางสายหลักของผู้คนในEdinburghจนสิ้นศตวรรษที่18 และยังเต็มไปด้วยชีวิตชีวาจนทุกวันนี้
มีตัวอย่างบ้านที่สวยที่สุดในศตวรรษที่16และ17และบ้านข้าราชสำนักอยู่สองข้างทางไปจนถึงHolyrood House
สุดถนนRoyal MileจะพบพระราชวังHolyrood House ซึ่งเป็นที่ประทับแปรพระราชฐานของพระราชินีอลิซาเบทที่2องค์ปัจจุบัน เมื่อแปรพระราชฐานในสก็อตแลนด์ ตัวอาคารเป็นสไตล์เรอเนสซองส์ ที่ตั้งสง่าท่ามกลางสวนสวยรอบพระราชวัง
มีความเกี่ยวข้องกับพระนางแมรี่แห่งสก็อตและเต็มไปด้วยเรื่องราวสยดสยอง
Holyrood House สร้างในปี1498โดยพระเจ้าเจมส์ที่4และได้รับการต่อเติมโดยพระเจ้าเจมส์ที่5และพระเจ้าชาร์ลสที่2พระราชวงศ์สจ๊วตองค์สุดท้าย ภายในส่วนพระราชวังแห่งนี้มีเรื่องราวในประวัติศาสตร์มากมายโดยเฉพาะเรืองราชินีแมรี่แห่งสก็อต(Mary Queen of Scots) ผู้ใช้เวลาส่วนใหญ่ที่นี่ หลังจากเป็นหม้ายกษัตริย์ฝรั่งเศสเสียชีวิต เมื่อพระองค์อายุเพียง19ชันษา ขณะกลับมาประทับที่นี่พระองค์แต่งงานใหม่อีกถึง2ครั้ง ที่โบสถ์ในพระราชวังแห่งนี้ มีห้องที่เปิดให้เข้าชมเกี่ยวกับพระองค์มากมาย รวมทั้งห้องบรรทมของพระนางและห้องซึ่งเลขาชาวอิตาลีของพระองค์(David Rizzio) ถูกแทง57ครั้งและทิ้งศพไว้ในห้องถึง9วัน เนื่องจากสวามีของพระองค์(Lord Darnley) เกิดความหึงหวง เพราะเชื่อว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์กันลับๆ ปัจจุบันยังมีรอยคราบเลือดเป็นหลักฐาน
ควีนส์ แกลเลอรี่(The Queen's Gallery)อยู่ด้านหน้าของพระราชวัง เพิ่งสร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อปีคศ.2002 สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบครองราชย์ปีที่50ของควีนอลิซาเบธที่2 ภายในจัดแสดงศิลปะที่ประเมินค่าไม่ได้ของRoyal Collection
ตรงข้ามบนถนนไฮจะเป็นScottish Parliamentซึ่งเพิ่งเสร็จสิ้นการบูรณะด้วยเงิน40ล้านปอนด์ มากกว่าที่คาดไว้เดิมถึง10เท่า เป็นอาคารที่มีความสวยงามทางสถาปัตยกรรมมาก เป็นสไตล์Contemporaryดูล้ำสมัยแต่ก็สามารถกลมกลืนได้อย่างลงตัวกับเมืองเก่า
|