Wanchai's Site

Photo AlbumEngland Tour-Roman BathMay 7, '08 2:08 AM
for everyone
จากนั้นเราก็เดินทางต่อไปยังเมืองBath ซึ่งอยู่ห่างจากLondonไปทางทิศตะวันตก159กิโลเมตร

ปัจจุบันมีประชากรเพียง80,000คน ถูกตั้งเป็นเมืองในสมัยของราชินีElizabeth 1ในปีคศ.1590

สภาพของเมืองค่อนข้างอนุรักษ์ให้เป็นอาคารบ้านเรือนในสมัยเก่า

เมืองบาธเป็นเมืองน้ำแร่ที่ขึ้นชื่อที่สุดของอังกฤษ อยู่ทางทิศตะวันตก หรือถ้าตั้งต้นจากเมืองบริสตอลก็จะอยู่ห่างไปทางตะวันออกเฉียงใต้165กิโลเมตร
ตั้งอยู่ในหุบเขาและห้วงแม่น้ำAvon

ตอนที่ไปถึงได้สัมผัสถึงความมีชีวิตชีวามากๆ หลากหลายของผู้คนที่มาเยือนเพิ่มเสน่ห์ให้กับเมืองนี้มาก
คล้ายๆกับเมืองFlorence หรือVeniceที่เคยไปมา

เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก จึงมีร้านขายสินค้าของที่ระลึกจำนวนมาก และรวมถึงคล้ายหาบเร่แผงลอยด้วย

ในเมืองบาธมีบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติ(hot springs)3แห่งด้วยกัน บ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดคือที่Roman Sacred Spring
ซึ่งมีน้ำผุดจากใต้ดินลึกประมาณ3000เมตร ในน้ำมีแร่ธาติ43ชนิดและน้ำไหลในอัตราประมาณ1,250,000ลิตรต่อวัน

อุณหภูมิสม่ำเสมอของน้ำร้อนวัดได้ถึง46.5องศาเซลเซียส ชาวโรมันได้สร้างRoman Bathsและวิหาร(Temple)ขึ้นรอบบริเวณบ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้

หลังจากที่ชาวโรมันเข้ามารุกรานเกาะอังกฤษในสมัยปีคริสต์ศักราช43 ชาวโรมันได้เริ่มสร้างสถานอาบน้ำแร่แบบโรมัน(Roman Spa)ที่เมืองBath(Aquae Sulis)
จากการค้นพบอักษรที่จารึกไว้ ทำให้เราได้ทราบว่าสถานที่แห่งนี้มีเกิดขึ้นแล้วในสมัยคศ.75

ชาวโรมันตั้งชื่อสถานที่นี้โดยเรียกรวมกันตามชื่อท้องถิ่นของเทพธิดาแห่งน้ำคือ Sulis ผู้เทียบเท่าเทพธิดาแห่งน้ำของโรมันคือRoman Goddess Minerva

ทิศเหนือของบ่อน้ำร้อนมีการสร้างเสาระเบียงเรียงรายประกอบเป็นวิหาร Sulis Minerva
และทิศใต้มีการสร้างสถานที่อาบน้ำแบ่งเป็นห้องต่างๆสำหรับอาบน้ำแร่เพื่อความสะอาดบริสุทธิ์และเพื่อการบำบัดโรค

บ่อน้ำแร่ศักดิ์สิทธิ์(Sacred Spring) ใช้เพื่อวัตถุประสงค์2อย่าง อย่างแรกเพื่อการบูชา ผู้นำเครื่องบูชาต่อเทพธิดา Sulis Minervaจะโยนเครื่องบูชาไว้ทีลานนี้
และอย่างที่2คือใช้เป็นแหล่งเก็บน้ำร้อนไว้ใช้ในเมืองบาธ

หลังจากที่ชาวโรมันได้อพยพไปแล้ว วิหารแห่งนี้ก็ถูกทำลายและสถานที่อาบน้ำก็เสื่อมสลักหักพังและถูกทับถมอยู่ใต้พื้นดิน
ต่อมาในศตวรรษที่12มีการสร้างKing's Bathคร่อม ในศตวรรษที่18 เกิดความนิยมในการดื่มน้ำแร่ขึ้นจึงมีการสร้างห้องPump RoomติดกับKing's Bath

ในช่วงปีคศ.1880ได้มีการขุดซากปรักหักพังส่วนใหญ่ที่เหลือของRoman Baths ทำให้ทราบถึงความใหญ่โตที่แท้จริงของสถานที่นี้

DSC_1111.jpg
  
DSC_1124.jpg
  
DSC_1126.jpg
  
DSC_1131.jpg
  
DSC_1142.jpg
  
DSC_1154.jpg
  
DSC_1168.jpg
  
DSC_1191.jpg
  
DSC_1197.jpg
  
DSC_1222.jpg
  


Add a Comment
   
© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help